ปุ๋ยน้ำชีวภาพ

(1/2) > >>

nopadol:
http://www.organicthailand.com/article-th-959-%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E.html

nopadol:
โดย สุริยา สาสนรักกิจ :ฝ่ายเทคโนโลยีชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย จตุจักร กรุงเทพฯ 10900
ความหมาย

ปุ๋ยน้ำชีวภาพ เป็นปุ๋ยน้ำที่ได้จากการย่อยสลายเศษวัสดุเหลือใช้จากส่วนต่างๆ ของพืชหรือสัตว์ โดยผ่านกระบวนการหมักในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน (anaerobic condition) มีจุลินทรีย์ทำหน้าที่ย่อยสลายเศษซากพืชและซากสัตว์เหล่านั้นให้กลายเป็นสารละลาย รวมถึงการใช้เอนไซด์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือมีการเติมเอนไซด์เพื่อเร่งการย่อยสลาย ทำให้เกิดกระบวนการย่อยสลายได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

จุลินทรีย์ที่พบในปุ๋ยน้ำชีวภาพ มีทั้งที่ต้องการออกซิเจนและไม่ต้องการออกซิเจน มักเป็นกลุ่มแบคทีเรีย Bacillus sp., Lactobacillus sp., Streptococcus sp. นอกจากนี้ยังอาจพบเชื้อรา ได้แก่ Aspergillus niger, Pennicillium, Rhizopus และ ยีสต์ ได้แก่ Canida sp.

ประเภทปุ๋ยน้ำชีวภาพ

ปุ๋ยน้ำชีวภาพสามารถแบ่งออกตามประเภทของวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตแบ่งได้เป็น 2 ประเภท

1. ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ผลิตจากพืช
2. ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ผลิตจากสัตว์

1. ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ผลิตจากพืช

1.1 ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ผลิตจากผักและเศษพืช

เกษตรธรรมชาติ (2541) ได้กล่าวถึงการทำน้ำสกัดชีวภาพโดยการหมักเศษพืชในภาชนะที่มีฝาปิดปากกว้าง นำเศษผักมาผสมกับน้ำตาล ถ้าพืชผักมีขนาดใหญ่ให้สับเป็นชิ้นเล็กๆ ทำการจัดเรียงพืชผักเป็นชั้นๆ โรยน้ำตาลทับสลับกันกับพืชผักอัตราส่วนของน้ำตาลต่อเศษผักเท่ากับ 1:3 หมักในสภาพไม่มีอากาศโดยการอัดผักใส่ภาชนะให้แน่น เมื่อบรรจุผักลงภาชนะเรียบร้อยแล้ว ปิดฝาภาชนะนำไปตั้งทิ้งไว้ในที่ร่มปล่อยให้การหมักต่อไปประมาณ 3-7 วัน จะเกิดของเหลวข้นสีน้ำตาลมี
กลิ่นหอมของสิ่งหมักเกิดขึ้น ของเหลวนี้เป็นน้ำสกัดจากเซลล์พืชผักประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรท โปรตีน กรดอะมิโน ฮอร์โมน เอนไซด์ และอื่นๆ

1.2 ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ผลิตจากขยะเปียก

บุญเทียม (2538) ได้ดำเนินงานโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยการนำขยะเปียก ได้แก่ เศษอาหาร เศษผัก ผลไม้ จำนวน 1 กิโลกรัม มาใส่ลงในถังหมัก แล้วเอาปุ๋ยจุลินทรีย์โรยลงไป 1 กำมือ หรือประมาณเศษ 1 ส่วน 20 ของปริมาตรของขยะ แล้วปิดฝาให้เรียบร้อยภายในเวลา 10-14 วัน จะเกิดการย่อยสลายของขยะเปียกบางส่วนกลายเป็นน้ำ น้ำที่ละลายจากขยะเปียกสามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ย โดยนำไปเจือจาง โดยการผสมด้วยอัตราส่วนน้ำปุ๋ย 1 ส่วนต่อน้ำธรรมดา 100-1,000 ส่วน นอกจากนี้โครงการฯ ยังได้ประดิษฐ์ถังขยะแบบพิเศษ โดยนำถังพลาสติกมาเจาะรูแล้วใส่ก๊อกเปิดปิดน้ำที่ด้างข้าง ถังช่วงล่างจะสวมตาข่ายเพื่อป้องกันไม่ให้เศษอาหารไปอุดตัน ส่วนปัญหาเรื่องกลิ่น กรณีที่ขยะมีเศษเนื้อสัตว์ มีเศษอาหารอยู่มากให้ใช้เปลือกสับปะรด มังคุด กล้วย ใส่ลงไปให้มากๆ น้ำปุ๋ยจะมีกลิ่นหอมคล้ายกับกลิ่นหมักเหล้าไวน์ วิธีการดังกล่าวจุลินทรีย์จะสามารถย่อยสลายขยะเปียกได้ประมาณ 30-40% ส่วนที่เหลือประมาณ 60-70% จะกลายเป็นกากซึ่งก็คือปุ๋ยหมักสามารถนำไปใช้ในทางเกษตรได้

ตารางที่ 1 ปุ๋ยน้ำที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาด
 

ชื่อ ยี่ห้อ ขนาดบรรจุ ราคาขายปลีก (บาท)
1. ปุ๋ยน้ำบราโว่ บราโว่ 100 ซี.ซี. 35
2. นา-เชอร์ส ฉลากเขียว 200 ซี.ซี. 85
    1 ลิตร 250
  ฉลากแดง 200 ซี.ซี. 110
    1 ลิตร 280
  ฉลากเหลือง 1 ลิตร 260
    20 ลิตร 1,500
  ฉลากสีฟ้า 1 ลิตร 235
3. ปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากปลาทูน่า เพชรดำ 200 ซี.ซี. 80
    1 ลิตร 120
4. โอมา-ซ่า   - 160
5. ไบโฟลาน   - -
6. ปุ๋ยน้ำ AU-L   - -
7. ปุ๋ยน้ำไฮโตรโฟนิค   240 ซี.ซี. 20

ตารางที่ 1 (ต่อ)

ชื่อ ยี่ห้อ ขนาดบรรจุ ราคาขายปลีก (บาท)
8. ปุ๋ยปลาน้ำ เซ็นเน็กส์ 5 ลิตร -
  อโกรเทค 1 ลิตร 230-350
    0.5 ลิตร 150-200
ปุ๋ยปลาน้ำสูตรสมบูรณ์ (ผสม เซ็นเน็กส์ 5 ลิตร -
สาหร่ายทะเลและไซตรัส) อโกรเทค 1 ลิตร -
    0.5 ลิตร -
9. พืชเชอร์ปุ๋ยปลา เรือประมง 3 ออนซ์ 180
    ขนาดเล็ก 90
10. ปุ๋ยน้ำ-สมุนไพร มหัศจรรย์ 99 - 290
11. ปุ๋ยชีวภาพน้ำจากพืชและสัตว์ - 5 ลิตร 150
    1 ลิตร 40
12. มามีโกร กระโจมไฟ 100 ซี.ซี. 15
13. อี เอ็ม อี เอ็ม 1 ลิตร 70
14. อาร์ บี ไอ แพลนท์ อาร์ บี ไอ แพลนท์ 500 ซี.ซี. -
15. ปุ๋ยปลา Fogg-it 1 ลิตร 150
    5 ลิตร 350
16. ปุ๋ยปลา Atlas 1 ลิตร 150
    5 ลิตร 350

ที่มา : จากการสำรวจ
การใช้ประโยชน์จากน้ำสกัดชีวภาพ

(1) ใช้เป็นปุ๋ยโดยตรง

nopadol:
การใช้ประโยชน์จากน้ำสกัดชีวภาพ

(1) ใช้เป็นปุ๋ยโดยตรง

ปุ๋ยน้ำชีวภาพจะประกอบด้วยสารต่าง ๆ และจุลินทรีย์อยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นก่อนนำไปใช้ประโยชน์จึงต้องทำให้เจือจางมาก ๆ คือ อัตราส่วนน้ำสกัดต่อน้ำสะอาด คือ 1:100-500 การใช้เป็นปุ๋ยน้ำจะต้องมีความระมัดระวังมาก ถ้าเข้มข้นมากไปพืชจะชงักการเจริญเติบโตใบจะมีสีเหลือง ถ้าใช้ในอัตราที่พอเหมาะพืชจะแสดง สภาพเขียวสด ใบเป็นมัน ด้านพืชที่ชงักการเจริญเติบโต ตาที่พักอยู่จะขยายตัวแตกตาเป็นใบภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์ ดังนั้นการใช้จึงควรใช้อัตราเจือจางมากเป็นเกณฑ์ ซึ่งสามารถใส่ให้แก่ต้นไม้ได้น้อยครั้ง เช่น 3-7 วันต่อครั้ง และเมื่อพืชเจริญงอกงามดีในเวลาต่อมา จะให้เดือนละครั้งก็ได้ (เกษตรธรรมชาติ 2541)

(2) ใช้เป็นหัวเชื้อปุ๋ยอินทรีย์
น้ำสกัดชีวภาพยังสามารถนำมาใช้เป็นหัวเชื้อสำหรับทำปุ๋ยอินทรีย์ โดยการนำเศษวัสดุเหลือใช้ผสมคลุกเคล้าหมัก รวมกับมูลสัตว์ แกลบดำ รำละเอียด คลุมด้วยกระสอบป่านใช้เวลา 3 วัน สามารถนำไปใช้ได้

วัสดุทำปุ๋ยหมักชีวภาพ
 

1. มูลสัตว์แห้งละเอียด 1 ปีบ
2. แกลบดำ 1 ปีบ
3. รำละเอียด 1 กก.
4. น้ำสกัดชีวภาพ
5. กากน้ำตาล
6. วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น 1 ปี เช่น กากอ้อย ขี้เลื่อย แกลบ เปลือกถั่วลิสง ถั่วเขียว ขุยมะพร้าว ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่ง

วิธีการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ
 

1. ผสมวัสดุเข้าด้วยกัน
2. รดน้ำผสมน้ำสกัดชีวภาพและกากน้ำตาล (ใช้น้ำตาลทรายแดงแทนกากน้ำตาลได้)
อัตราส่วน

น้ำ 10 ลิตร
น้ำสกัดชีวภาพ 2 ช้อนแกง
กากน้ำตาล 2 ช้อนแกง
ปุ๋ยมีความชื้นจนปั้นเป็นก้อนได้เมื่อแบมือ
กองปุ๋ยบนพื้นซีเมนต์มีความหนาประมาณ 1 คืบ คลุมด้วยกระสอบป่าน ทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน สามารถนำไปใช้ได้
ลักษณะปุ๋ยที่ดีมีราขาว มีกลิ่นของราหรือเห็ด ไม่ร้อน มีน้ำหนักเบา (เกษตรธรรม-ชาติ, 2541)


(3) ใช้ป้องกันกำจัดแมลง

โดยการผสมปุ๋ยน้ำสกัดชีวภาพ ในอัตราเจือจางฉีดพ่นโดยเฉพาะเพลี้ยแป้ง ฉีดพ่น 3-4 ครั้ง แล้วปล่อยทิ้งไว้อีก 7 วัน พ่นอีก 2-3 ครั้ง เพลี้ยแป้งจะตาย

(4) ใช้ประโยชน์ในการกำจัดน้ำเสียและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

น้ำสกัดชีวภาพสามารถนำไปใช้ย่อยสลายอินทรีย์วัตถุจากแหล่งน้ำต่างๆ เช่น บ่อน้ำ สระน้ำ ที่มีอินทรีย์วัตถุย่อยสลายบูดเน่า ก็สามารถใส่น้ำชีวภาพลงไปในแหล่งน้ำดังกล่าว โดยใช้น้ำสกัดชีวภาพในอัตรา 1:100, 1:250 หรือ 1:500 โดยคิดจากปริมาณน้ำในแหล่งน้ำ เช่น ปริมาณน้ำ 1,000 ส่วน เติมน้ำสกัดชีวภาพ 1 ส่วน ส่วนระยะเวลาการย่อยสลายใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ขึ้นไป

(5) ใช้กับสัตว์เลี้ยง (ไก่ และสุกร)

โดยการใช้น้ำสกัดชีวภาพจำนวน 250 มิลลิลิตร มาผสมกับน้ำสะอาด 20 ลิตร นำไปใช้เลี้ยงไก่หรือสุกรเพื่อทำลายจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรค โดยวิธีดังกล่าวจะมีสรรพคุณทำให้สัตว์แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันโรค และที่สำคัญพื้นคอกไก่ไม่มีกลิ่นแอมโมเนีย ซึ่งส่งผลให้ไก่ไม่เป็นโรค

2. ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ผลิตจากสัตว์

ปุ๋ยปลาเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ได้จากการย่อยสลายเศษวัสดุเหลือใช้จากปลา ได้แก่ หัวปลา, ก้างปลา, หางปลา, พุงปลา และเลือด ผ่านกระบวนการหมักโดยการย่อยสลายโดยการใช้เอนไซด์ ซึ่งเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ หลังจากหมักจนได้ที่แล้วจะได้สารละลายสีน้ำตาลเข้ม ประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส, โพแตสเซียม, แคลเซียม และแมกนีเซียม นอกจากนี้ปุ๋ยปลายังประกอบด้วยธาตุอาหารรอง ได้แก่ กำมะถัน, เหล็ก, ทองแดง และแมงกานีส
นอกจากนี้ปุ๋ยปลายังประกอบด้วยโปรตีนและอะมิโนแอซิด ซึ่งเกิดจากการย่อยสลายของโปรตีนในตัวปลา ซึ่งจากข้อมูลทางวิชาการยังไม่ทราบแน่ชัดถึงผลของอะมิโนแอซิดที่มีต่อพืช แต่จากคำบอกเล่าของเกษตรกรผู้ใช้ปุ๋ยปลา พบว่าปุ๋ยปลาจะไปช่วยพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เช่น ดอกไม้ให้มีสีสดขึ้น และผลไม้มีคุณภาพดีขึ้น และช่วยเร่งการแตกยอด และออกดอกใหม่ให้แก่ต้นไม้อีกด้วย

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วท.) ได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาการนำวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมปลากระป๋องมาผลิตเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพ จากการสำรวจข้อมูลโรงงานปลากระป๋องทั่วประเทศในปี 2540 พบว่ามีจำนวนโรงงานทั้งหมด 61 โรงงาน โรงงานเหล่านี้ตั้งในเขตภาคกลาง 50 โรงงานและที่เหลืออีก 11 โรงงานตั้งอยู่ในแถบภาคใต้

จากการสอบแบบสอบถามเพื่อทราบข้อมูลจากโรงงานผลิตปลากระป๋องจำนวน 61 โรงงาน มีจำนวนโรงงานที่ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 22 โรงงาน คิดเป็น 37% สามารถแบ่งโรงงานอุตสาหกรรรมปลากระป๋องออกได้เป็น 6 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ 1 เป็นโรงงานที่ผลิตแต่ปลาทูน่ากระป๋องเพียงอย่างเดียว มีจำนวน 5 โรงงาน กำลังการผลิต 55,700 ตัน/ปี รวมเป็นปริมาณปลาทูน่าที่เป็นวัตถุดิบ 67,450 ตัน/ปี มีปริมาณของเสียทั้งสิ้น 21,590 ตัน/ปี ในส่วนนี้ประกอบด้วย เหงือก พุง และเลือด 9,140 ตัน/ปี และเป็นส่วนของหัวและก้าง 12,250 ตัน/ปี และอื่นๆ อีก 200 ตัน/ปี

กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มโรงงานที่ผลิตปลาซาดีนกระป๋องเพียงอย่างเดียว มีจำนวน 3 โรงงาน กำลังผลิต 24,500 ตัน/ปี ใช้วัตถุดิบทั้งหมด 25,600 ตัน/ปี มีปริมาณของเหลือใช้ 6,500 ตัน/ปี แบ่งเป็น เหงือก พุง และเลือด 2,250 ตัน/ปี และเป็นส่วนของหัวและก้าง 2,250 ตัน/ปี และอื่นๆ อีก 2,000 ตัน/ปี

กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มโรงงานที่ทำการผลิตปลาทูน่ากระป๋องและปลาซาดีนกระป๋อง มีจำนวน 4 โรงงาน ปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต 98,500 ตัน/ปี จากปริมาณการผลิต 89,000 ตัน/ปี โดยมีของเหลือใช้ทั้งหมด 24,578 ตัน/ปี โดยแบ่งเป็นชนิดของเหงือก พุง และเลือด 8,088 ตัน/ปี หัวและก้าง 16,490 ตัน/ปี

กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มโรงงานที่ทำการผลิตปลาทูน่ากระป๋องและอื่นๆ มีจำนวน 2 โรง-งาน ปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต 4,505 ตัน/ปี จากปริมาณการผลิต 50,020 ตัน/ปี โดยมีของเหลือใช้ทั้งหมด 4,508 ตัน/ปี โดยแบ่งเป็นชนิดของเหงือก พุง และเลือด 3,502 ตัน/ปี หัวและก้าง 3,502 ตัน/ปี

กลุ่มที่ 5 เป็นกลุ่มโรงงานที่ทำการผลิตปลาทูน่ากระป๋อง, ปลาซาดีนกระป๋องและอื่นๆ มีจำนวน 3 โรงงาน ปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต 155,300 ตัน/ปี จากปริมาณการผลิต 142,400 ตัน/ปี โดยมีของเหลือใช้ทั้งหมด 66,200 ตัน/ปี โดยแบ่งเป็นชนิดของเหงือก พุง และเลือด 11,120 ตัน/ปี หัวและก้าง 31,030 ตัน/ปี และอื่นๆ เช่นเปลือกกุ้งและเปลือกหอย 33,050 ตัน/ปี

กลุ่มที่ 6 เป็นกลุ่มโรงงานอื่นๆ มีจำนวน 3 โรงงาน ปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต 15,250 ตัน/ปี มีปริมาณการผลิต 26,300 ตัน/ปี โดยมีของเหลือใช้ทั้งหมด 351 ตัน/ปี โดยแบ่งเป็นชนิดของเหงือก พุง และเลือด 44 ตัน/ปี หัวและก้าง 44 ตัน/ปี และอื่น ๆ เช่น เปลือกกุ้ง และเปลือกหอย 267 ตัน/ปี

ดังนั้นเมื่อนำข้อมูลกำลังการผลิตของทั้ง 22 โรงงานมารวมกันพบว่าโรงงานอุตสาหกรรมปลากระป๋อง มีของเสียรวมทั้งสิ้น 132,728 ตัน/ปี แยกเป็นเหงือก พุง และเลิอด 34,144 ตัน/ปี หัวและก้าง 63,066 ตัน/ปี และเปลือกหอยอีก 35,517 ตัน/ปี

nopadol:
ตารางที่ 2 รายชื่อโรงงาน ชนิดผลิตภัณฑ์ และปริมาณวัสดุเหลือใช้จากโรงงาน
 

ชื่อโรงงาน วัตถุดิบ
(ตัน/ปี)
 กำลังการผลิต
(ตัน/ปี)
 ปริมาณของเสีย
(ตัน/ปี)
 
โรงงานปลาทูน่า       
บริษัท ยูนิคอร์ด จำกัด (มหาชน) 36,000 3,600 13,320
บริษัท อาร์เอสแคนเนอรี่ จำกัด 15,000 7,500 3,300
บริษัท ศรีสุทธิกุล จำกัด 13,000 11,000 3,700
บริษัท บีแอนด์เอ็ม จำกัด n.a. n.a. n.a
บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด 3,450 1,200 1,270
รวม 67,450 55,700 21,590
โรงงานปลาซาดีน       
บริษัท ซีฮอร์ส จำกัด (มหาชน) 8,800 8,000 2,000
บริษัท รอแยลแคนนิ่ง จำกัด 15,000 15,000 4,500
บริษัท เกรียงฮัว จำกัด 1,800 1,500 n.a.
รวม 25,600 24,500 21,590
โรงงานปลาทูน่าและปลาซาดีน       
บริษัท Southeast Asian Packing and Canning 27,000 17,800 6,200
บริษัท ณรงค์แคนนิ่ง จำกัด 9,000 10,000 2,628
บริษัท ไทยอกริฟู้ด จำกัด (มหาชน) 15,500 15,500 4,000
รวม 98,500 90,300 24,578
โรงงานปลาทูน่ากระป๋องและอื่นๆ       
บริษัท เอสพีไอ แคนนิ่ง จำกัด 20 20 5
บริษัท โชติวัฒน์อุตสาหกรรมการผลิต จำกัด 50,000 50,000 4,500
รวม 50,020 50,020 4,505
โรงงานปลาทูน่ากระป๋อง, ซาดีนกระป๋อง
และอื่นๆ
       
บริษัท พัทยาฟู้ดอินดัสตรี จำกัด 38,800 20,400 8,200
บริษัท ไฮคิวฟูดส์โปรดักส์ จำกัด n.a. n.a. n.a.
บริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด 116,500 92,000 58,000
รวม 155,300 142,400 66,200

ตารางที่ 2 (ต่อ)
 

ชื่อโรงงาน วัตถุดิบ
(ตัน/ปี)
 กำลังการผลิต
(ตัน/ปี)
 ปริมาณของเสีย
(ตัน/ปี)
 
อื่น ๆ       
บริษัท เกรียงฮวดซีกุลเทรดดิ้ง จำกัด 300 300 200
บริษัท แพนเอเชีย (1981) จำกัด 5,000 5,000 100
บริษัท เอสพีไอฟีด จำกัด 50 18,000 n.a.
บริษัท สยามโภชนาการ จำกัด 10,000 3,000 51
บริษัท คอนติเนนตับแปซิฟิค จำกัด n.a. n.a. n.a.
รวม 15,350

nopadol:
จะเห็นได้ว่าของเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรมปลากระป๋องมีปริมาณค่อนข้างมากซึ่งโดยปกติแล้วโรงงานที่มีขนาดใหญ่เท่านั้น
ที่จะนำเศษเหลือเหล่านี้ใช้ทำปลาป่น ที่เหลือจะผ่านเข้ากระบวนการบำบัดน้ำเสียก่อนแล้วจึงปล่อยทิ้งลงสู่งแหล่งน้ำ ส่วนโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็กมักไม่มีกระบวนการผลิตปลาป่นจึงต้องจำหน่ายวัตถุดิบเหล่านี้ให้แก่โรงงานปลาป่น ดังนั้นหากพิจารณาในประเด็นของโรงงานขนาดเล็กและขนาดกลางแล้ว เทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จึงน่าจะเป็นทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการ ทั้งนี้เพราะเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยปลาจะใช้ต้นทุนและเครื่องมืออุปกรณ์ที่มีต้นทุนต่ำกว่าการผลิตปลาป่นประกอบกับวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรม
ปลากระป๋องมีคุณสมบัติบางประการที่เหมาะสมที่จะไปใช้ในการผลิตเป็นปุ๋ยดังนั้นหากพิจารณาในแง่ศักยภาพของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์
ในเชิงอุตสาหกรรมมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ ของเหลือใช้จากปลาสามารถนำมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้เนื่องจากของเหลือใช้มีองค์ประกอบ
ของธาตุอาหารพืช ได้แก่ ไนโตรเจน ซึ่งได้มาจากส่วนของโปรตีน ฟอสฟอรัสและแคลเซียมได้จากส่วนของกระดูกและหัวปลา แต่เนื่องจากวัสดุเหลือใช้เหล่านี้ไม่สามารถนำมาใช้โดยตรงได้เนื่องจากมีกลิ่นรุนแรง จากการศึกษาของหาญบรรจง และคณะ (2533) ได้ทำการศึกษาแร่ธาตุของวัสดุเหลือใช้จากการทำปลาป่น พบว่ามีองค์ประกอบของโปรตีนร้อยละ 58, ไขมัน 8.7, เยื่อใย 1.57, เถ้า 20.7, แคลเซียม 5.9 และฟอสฟอรัส 3.1 ขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัตถุดิบที่ใช้ ในทางการเกษตรแต่โบราณมีการใช้ปุ๋ยธรรมชาติที่ได้จากคนและสัตว์ ได้แก่ ปัสสาวะ อุจจาระของคน, มูลสัตว์เลี้ยงต่างๆ เช่น เลือกสด-แห้ง เลือดที่เสียแล้วจากโรงพยาบาล หรือเลือดแห้งจากโรงฆ่าสัตว์ นำมาผสมกับน้ำรดต้นไม้ใบจะงามเขียวเข้มจนสังเกตุได้ ในเลือดปลามีธาตุไนโตรเจนสูง น้ำคาวปลามีทั้งเลือด เกล็ด และเมือก นำไปรวมกับน้ำซาวข้าว แล้วนำไปรดต้นสะระแหน่ มะลิ ไม้กระถางอื่นๆ พืชจะงอกงามดี แต่น้ำคาวปลาทะเลยังมีคุณภาพไม่เท่าน้ำคาวปลาน้ำจืด ซึ่งอาจะเป็นเพราะความเค็มที่ติดมากับปลา ปลาหมักพวกเศษปลาช่อน, ปลาดุก, ปลานิล และปลาน้ำจืดทุกชนิด นำมาหมักกับน้ำทิ้งจนเน่าเปื่อยผุพัง ตักน้ำปลาหมักนี้มาผสมน้ำรดต้นไม้ได้ดีมาก บางครั้งอาจเรียกว่า “ปลาเน่า” เมื่อนำไปใส่โคนต้นไม้ผล นอกจากทรงพุ่มมีการเจริญเติบโตดีแล้ว ยังช่วยให้ผลไม้มีรดชาดดี กากกุ้งก็เช่นกันเมื่อนำไปใส่เป็นปุ๋ยแก่ต้นไม้ เช่น ต้นข้าวโพด ผักจะมีคุณภาพดีและรสชาดดียิ่งขึ้น Mathur et al. (1986) ได้ทดลองทำปุ๋ยหมักจากเศษปลาโดยใส่พีทเข้าไปผสมด้วย, พบว่ามีการปลดปล่อยก๊าซแอมโมเนียมออกมาในระหว่างการหมัก. หลังจากการหมักจะได้แอมโมเนียม, กรด, อินทรีย์วัตถุ และอนินทรีย์วัตถุที่มีลักษณะค่อนข้างเหลวและมีเยื่อใยของพีทสูง ซึ่งมีคุณภาพในการบำรุงดินดีมาก, โดยได้มีการนำปุ๋ยดังกล่าวมาใช้ในประเทศแคนาดา. ต่อมา Matin และ Chintalapati (1989) ได้ร่วมกันทำการผลิตปุ๋ยน้ำโดยใช้อินทรีย์วัตถุจากเศษปลา, นำมาหมักเข้าด้วยกันตามกรรมวิธีของ Mathur, พบว่ามีการเจริญเติบโตของเชื้อรา Scytalidium acidophilum เกิดขึ้นด้วย ทำให้ปุ๋ยมีความเข้มข้นของธาตุไนโตรเจนสูงขึ้น. ซึ่งปุ๋ยนี้เป็นแหล่งธาตุอาหารที่ดีมากสำหรับการเจริญเติบโตของรา และไม่จำเป็นต้องเพิ่มธาตุอาหาร เนื่องจากมีอัตราส่วนของธาตุคาร์บอนและไนโตรเจนเพียงพอที่จะใช้เป็นปุ๋ยได้โดยไม่ส่งกลิ่นเหม็น

ธาตุอาหารพืชที่พบในปลาและของเหลือใช้จากปลา

แร่ธาตุที่เป็นองค์ประกอบทางเคมีของปลาขึ้นอยุ่กับสิ่งแวดล้อมที่ปลาอาศัยอยู่ คือ น้ำและอาหารที่ปลากิน แร่ธาตุที่พบทั้งในปลาน้ำจืดและน้ำเค็มมีประมาณ 60 ชนิด ออกซิเจน 75% ไฮโดรเจน 10% คาร์บอน 9.5% ไนโตรเจน 2.5-3.0% แคลเซียม 1.2-1.5% ฟอสฟอรัส 0.6-0.8% กำมะถัน 0.3% ส่วนแร่ธาตุอื่นมีอยู่ในปริมาณที่น้อยมาก ปลาทูน่าจัดเป็นปลาที่มีไขมันต่ำ เนื้อเยื่อปลามีส่วนประกอบของ
ไนโตรเจน 19-20% เกล็ดปลามีไนโตรเจน 2.5-3.5%อยู่ในรูปโปรคอลลาเจนแร่ธาตุที่เป็นองค์ประกอบของปลา   และมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชมีดังต่อไปน
ี้แคลเซียม เป็นธาตุที่พบมากในกระดูกและเกล็ดของปลา รวมเป็นประมาณ 99% ของแคลเซียมทั้งหมดที่มีในตัวปลา ส่วนอีก 1% พบในเลือดและเนื้อเยื่อ หรือปลามีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบประมาณ 0.5-1ของน้ำหนักตัวโดยทั่วไปปลาส่วนมากจะมีสัดส่วนของแคลเซียมต่อฟอสฟอรัสในกระดูกและเกล็ดรวมกันประมาณ 1.5-2.1:1 และสัดส่วนของแคลเซียมต่อฟอสฟอรัสในตัวปลาทั้งหมดประมาณ 0.7-1.6:1

ฟอสฟอรัส ส่วนมากพบในกระดูกและเกล็ดปลารวมกันประมาณ 85-90% ของฟอสฟอรัสทั้งหมดที่มีในตัวปลา หรือมีฟอสฟอรัสเป็นส่วนประกอบ
ประมาณ 0.4-0.5% ของน้ำหนักตัวปลา ฟอสฟอรัสบางส่วนที่มีในกระดูกของปลาจะรวมกับแคลเซียมได้สารประกอบที่เรียกว่าอะพาไทด์ (apatite) หรือไตรแคลเซียมฟอสเฟต (tricalcium phosphate) ฟอสฟอรัสส่วนใหญ่ถูกนำไปทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบของกระดูกและเกล็ดปลา สำหรับฟอสฟอรัสที่เหลือประมาณ10-15% ซึ่งพบในเลือดและเนื้อเยื่อจะถูกนำมาใช้ในกระบวนการเมทาบอลิซึ่มที่สำคัญของร่างกาย

แมกนีเซียม พบมากในกระดูกและเกล็ดปลารวมกันประมาณ 70% ส่วนที่เหลืออีก 30% พบอยู่ในเลือดและเนื้อเยื่อ

โซเดียม โพแทสเซียมคลอไรด์ จัดเป็นสารอิเล็คโทรไลด์หรือสารบัฟเฟอร์ที่พบมากที่สุดในร่างกายของสิ่งมีชีวิต โซเดียมคลอไรด์เป็นสารอิเล็คโทรไลด์ที่มีประจุบวก และพบเฉพาะในพลาสมาหรือของเหลวภายนอกเซลล์

กำมะถัน เป็นสารอิเล็คโทรไลด์ที่พบภายในเซลล์ พบทั่วไปในไซโทพลาสซึมของเซลล์เลือดและสะสมในกล้ามเนื้อในรูปสารอินทรีย์ในปริมาณที่น้อยมาก

เหล็ก ในเลือดปลาพบว่ามีเหล็กถึง 70% ซึ่งเป็นองค์ประกบอของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ส่วนที่เหลือ 30% พบสะสมในตัวปลา ม้าม และกล้ามเนื้อ ดังนั้นเหล็กจึงมีความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง

ทองแดง ส่วนมากจะรวมตัวกับโปรตีนได้สารประกอบที่ชื่อว่าซีรูพลาสมิน ซึ่งจะพบทั่วไปในเนื้อเยื่อต่างๆ แต่จะพบปริมาณมากที่สมอง หัวใจ ตับ ไต ตา และเลือด

แมงกานีส พบทั่วไปในเนื้อเยื่อปลา แต่จะพบมากที่สุดบริเวณกระดูก โดยจะพบบริเวณตับ กล้ามเนื้อ ไต รังไข่ อัณฑะ และผิวหนัง ตามลำดับ

นอกจากนี้ยังพบว่ามีธาตุสังกะสี ซิลิเนียม ไอโอดีน โคบอลด์ และอื่นๆ

ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยปลา

การผลิตปุ๋ยปลาใช้วิธีการเดียวกันกับการผลิตปลาหมัก (Fish Silage) โดยวิธีการย่อยสลายทางชีวภาพ การย่อยสลายจะใช้เอนไซม์ที่ผลิตขึ้นเองโดยธรรมชาติจากปลาเป็นตัวย่อยสลาย โดยปกติวิธีการทำปุ๋ยปลาจะใช้กรดหรือจุลินทรีย์ เพื่อปรับสภาวะให้เหมาะสมต่อการย่อยสลายโปรตีนและขณะเดียวกันยังช่วยควบคุมไม่ให้จุลินทรีย์ชนิดอื่นเจริญเติบโต ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีระยะเวลาการเก็บรักษาที่ยาวนานขึ้น

กรดที่ใช้ในการผลิตปุ๋ยปลาสามารถใช้ได้กรดอนินทรีย์ ได้แก่ กรดเกลือ (Hydro-chloric acid) กรดกำมะถัน (Sulfuric acid) และกรดฟอสฟอริด (Phosphoric acid) โดยใช้ในอัตราส่วนประมาณร้อยละ 3 ส่วนกรดอินทรีย์ที่นิยมใช้กัน คือ กรดมด (formic acid) ซึ่งใช้ความเข้มข้นตั้งแต่ 2.0%-3.5% นอกจากนี้การทำปุ๋ยปลายังสามารถใช้จุลินทรีย์ จุลินทรีย์หลายสายพันธุ์สามารถเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีในของเหลือใช้จากปลา ได้แก่ Yeast และ Lactobacillus plantarum และพบว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากเชื้อโรคกลุ่ม Coliform และ Salmonella

ปุ๋ยปลาสามารถผลิตได้โดยการนำเอาพุงปลาและเลือดปลามาทำการบดให้ชิ้นส่วนต่างๆ เหล่านี้มีขนาดเล็กลง จากนั้นนำไปหมักโดยใช้กรดมดเข้มข้น (formic acid) หรือกรดน้ำส้มสายชูเข้มข้น (Acetic acid) ในปริมาณร้อยละ 3.5 มาผสมให้เข้ากันกับพุงปลาและเลือด (สาเหตุที่ต้องให้กรดลงไปเพื่อป้องกันไม่ให้จุลินทรีย์ชนิดอื่นลงไปเจริญเติบโต จะทำให้พุงปลาและเลือดปลาเน่ามีกลิ่นเหม็น) นอกจากนี้ยังต้องเติมกากน้ำตาลในปริมาณร้อยละ 20 เพื่อช่วยดับกลิ่นคาวจากเศษปลา จากนั้นทำการคนให้เข้ากันและคนติดต่อกันอย่างน้อยเป็นเวลา 7 วัน ในระยะนี้จะสังเกตุเห็นว่าพุงปลาเริ่มมีการละลายออกมาเป็นสารละลายเกือบหมดแล้ว ทำการหมักต่อไปอีกเป็นเวลา 21 วัน ในระหว่างนี้ทำการคนปุ๋ยปลาเป็นครั้งเป็นคราว การหมักปุ๋ยปลาถ้าใช้เวลานานจะได้ปุ๋ยปลาที่มีคุณภาพและกลิ่นที่ดี บางครั้งการหมักปุ๋ยปลาที่ได้จะมีคุณภาพของปุ๋ยมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของวัตถุดิบ และกระบวนการหมัก แต่โดยทั่วไปแล้วจะมีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบประมาณ 3-5% ฟอสฟอรัส 1-2% และโพแตสเซียม 0.5-1% และมีจุลธาตุดังกล่าวข้างต้น และมีขั้นตอนการผลิต

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป