ตำราอาหารไทย
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
24 เมษายน 2017, 10:06:15 PM

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
งดรับสมาชิกชั่วคราว ตำราสูตรอาหารไทยออนไลน์
เว็บนี้ให้ความรู้แก่คนไทยฟรี ๆ กรุณาเห็นใจคนใส่ใจหาความรู้
ห้ามโพสท์ขายสินค้าทุกชนิด
อย่าโลภมากเห็นแก่ตัวคิดแต่จะหาเงิน
7.082 กระทู้ ใน 4.398 หัวข้อ โดย 1.327 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: sumontha919
* หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 96
1  เรื่องเล่าแฟนครูนิจ / เกษตรอินทรีย์ / ผักสาบ อีนูน กิมเจ็ง เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2014, 11:22:38 AM
คนไทยส่วนใหญ่รู้จัก “กิมเจ็ง” น้อยมาก แต่ถ้าเป็นชาวจีน หรือชาวไทยเชื้อสายจีนรุ่นเก่าๆ จะคุ้นเคยและรู้จัก “กิมเจ็ง” เป็นอย่างดี เนื่องจากหัวของ “กิมเจ็ง” มีคุณค่าและมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลังชั้นดี โดย ชาวจีนนิยมเอาหัวแบบสดๆของ “กิมเจ็ง” กะจำนวนพอประมาณต้มกับหมูเนื้อแดง หรือกระดูกหมูจำนวนเล็กน้อย ปรุงแต่งรสชาติอ่อนๆ คล้ายน้ำชุปใสรับประทานได้ทั้งเนื้อและน้ำวันละครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วย จะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง หายอ่อนเพลีย เป็นยาโป๊ดีนัก



ส่วน ตำรายาแผนไทยเรียก “กิมเจ็ง” ว่า “ว่านกิมเจ็ง” หรือ “ต้นอีนูน” มี สรรพคุณทางเภสัชใช้เป็นยาเย็น แก้ร้อนในกระหายน้ำ และเจ็บในลำคอ โดยเอาหัวสดกะจำนวนพอประมาณต้มกับน้ำสะอาดจำนวน 3 แก้ว จนเดือดเคี่ยวเหลือ 1 แก้ว ดื่มขณะอุ่นวันละครั้ง ต้มกิน 1-2 วัน อาการที่กล่าวข้างต้นจะดีขึ้นและหายได้



กิมเจ็ง เป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น มีหัวใต้ดินขนาดใหญ่ เนื้อหัวฉ่ำน้ำเล็กน้อยสีขาวนวล มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ลักษณะหัวคล้ายมันแกว หรือหัวของต้น “สบู่เลือด” ผิวหัวด้านนอกจะนวลกว่าเล็กน้อย ต้นหรือเถาสามารถเลื้อยได้ไกลกว่า 10 เมตร ที่พบตามธรรมชาติในป่าลึก ต้นหรือเถาจะอ้วนใหญ่มาก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ เป็นรูปกลมรี คล้ายใบตำลึง แต่ใบของ “กิมเจ็ง” จะมีจำนวนแฉกมากกว่า และใบที่อยู่ส่วนปลายจะยาวและแหลมกว่าชัดเจน



ดอก ออกเป็นช่อหรือเป็นพวงตามซอกใบ แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวจำนวนมาก เวลามีดอกจะห้อยลงเป็นระย้าน่าชมมาก “ผล” เป็นรูปทรงกลม มีหลายขนาดตั้งแต่เล็กจิ๋วไปจนถึงผลโตเท่าไข่ไก่ ดอกออกได้เรื่อยๆ ขยายพันธุ์ด้วยหัว หรือเมล็ด พบขึ้นตามป่าธรรม?ชาติทุกภาคของประเทศไทย สมัยก่อนนิยมปลูกติดรั้วบ้านให้ต้นหรือเถาไต่ เพื่อเอาหัวใช้ทำยาตามที่กล่าวข้างต้น



ปัจจุบัน นักเลงไม้หัวชอบเอา “กิมเจ็ง” ไปปลูกเป็นไม้ประดับโชว์ความงามและแปลกของหัวที่มีขนาดใหญ่ โดยปลูกลงกระถางทำโครงให้ต้นหรือเถาไต่ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ซึ่ง “กิม-เจ็ง” มีหัวขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 3 แผง “เจ๊ติ๋ม” ราคาสอบถามกันเองครับ.
copy มาครับ ขอขอบคุณเจ้าของข้อวาม
2  เรื่องเล่าแฟนครูนิจ / เรื่องเรื่อยเปื่อยทั่วไป / ตารางเรียนคอร์สใหม่ ปี 57 ครับ เมื่อ: 15 เมษายน 2014, 07:31:18 AM
http://www.krunid.com/index.php?option=com_content&task=view&id=6&Itemid=12
3  เรื่องเล่าแฟนครูนิจ / เรื่องเรื่อยเปื่อยทั่วไป / ตารางอบรมใหม่ออกแล้วครับ เมื่อ: 05 ตุลาคม 2013, 04:29:46 PM
http://www.krunid.com/index.php?option=com_content&task=view&id=6&Itemid=12

เข้าไปดูได้เลยครับ สนใจสมัครเรียนติดต่อครูนิจ โดยตรง ตามเบอร์ที่ให้ไว้หน้าเวบ
4  เรื่องเล่าแฟนครูนิจ / เรื่องเรื่อยเปื่อยทั่วไป / ตารางเรียนคอร์สใหม่ ออกแล้วครับ เมื่อ: 23 เมษายน 2013, 10:23:05 PM
http://www.krunid.com/index.php?option=com_content&task=view&id=6&Itemid=12

 ลำดับ                       รายวิชา                             ระยะเวลาการฝึกอบรม               จำนวนวัน 
 
 1                       ขนมไทย                              22เมษา-17พฤษภาคม 56                18
 
 2                       อาหารไทย                             20 - 31 พฤษภาคม 56                   9
 
 3                     งานใบตอง                               3-14 มิถุนายน  56                       10
 
 4                        อาหารว่าง                         17 มิถุนายน-5 กรกฎาคม56              15
 
 5                 การแกะสลักผักผลไม้                              8-19 กรกฎาคม 56                10
 
 6                 การจัดโต๊ะอาหารและการบริการ           24 กรกฎาคม-9 สิงหาคม 56             13

   
 7                      การถนอมอาหาร                                13-30 สิงหาคม 56                 14
 
 8                     ขนมอบเบเกอรี่                                   2-20 กันยายน 56                    14
 
 
     

 
5  เรื่องเล่าแฟนครูนิจ / เกษตรอินทรีย์ / Re: จุลินทรีย์ สังเคราะห์แสง เมื่อ: 08 มีนาคม 2013, 03:07:10 PM
ประโยชน์
ช่วยลดปริมาณก๊าซไฮโดรซัลไฟด์ (H2S) ในดินช่วยให้รากของพืชขยายได้ดีและทำให้พืชกินปุ๋ยได้ดีขึ้น
ช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยหลักลง 50%
ช่วยให้ผลิตเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30 % เนื่องจากพืชมีความสามารถในการดูดกินปุ๋ยได้ดี ขึ้น
ช่วยให้พืชมีความแข็งแรงและต้านทานโรคได้ดี


 
 

6  เรื่องเล่าแฟนครูนิจ / เกษตรอินทรีย์ / จุลินทรีย์ สังเคราะห์แสง เมื่อ: 08 มีนาคม 2013, 03:05:24 PM
โรโด คืออะไร
คือแบคทีเรียสีม่วงแดงที่ใช้แสงในการดำรงค์ชีวิตซึ่งมีอยู่มากมายหลากหลายสายพันธุ์แต่ละสายพันธุ์ให้ประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไปในที่นี้จะกล่าวถึงสายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพที่เหมาะกับประเทศไทยได้แก่ Psudomonas sp, Rhodopseudomonas sp. ซึ่งมีความสามารถพิเศษที่หลากหลายใช้ในวงการเกษตรต่างๆไม่ว่าจะเป็น สัตว์น้ำ สัตว์บก พืชสวนพืชไร่ อุตสาหกรรม บำบัดน้ำเสีย เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้

ส่วนประกอบ
เชื้อจุลินทรีย์ Psudomonas sp.
Rhodopseudomonas sp
Psudomonas sp.( ซูโดโมแนส ) คืออะไร
Psudomonas sp. .( ซูโดโมแนส ) เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ช่วยลดระดับไนเตรตที่มีมากเกินพอ โดยจะทำงานในสภาพที่มีออกซิเจนและยังสามารถควบคุมสารประกอบอินทรีย์ที่ละลายน้ำได้ด้วยPsudomonas sp. .( ซูโดโมแนส ) เป็นแบคทีเรียพวกที่ใช้อินทรีย์คาร์บอนจากโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งคาร์บอน โดยเรียกกลุ่มนี้ว่า Heterotrophs ซึ่งกระบวนการเปลี่ยนไนไตรต์หรือไนเตรตให้เป็นก๊าซไนโตรเจนโดยแบคทีเรียนี้เรียกว่า Denitrifcation เป็นกระบวนการที่เกิดในสภาพที่ไม่มีออกซิเจนและต้องการสารอินทรีย์คาร์บอนเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงาน โดยแหล่งคาร์บอนเหล่านี้มาจากดินโคลนตะกอนเลน เราเรียกแบคทีเรียกลุ่มนี้ว่า Denitrifying bacteria
Rhodopseudomonas sp.( โรโดซูโดโมแนส ) คืออะไร
Rhodopseudomonas sp. .( โรโดซูโดโมแนส ) เป็นแบคทีเรียที่สามารถใช้แสงเป็นแหล่งพลังงานและออกซิไดซ์สารประกอบอินทรีย์โดยเฉพาะกรดอินทรีย์หลายชนิด ในสภาพที่ไม่มีออกซิเจนแต่มีแสงได้ นอกจากนี้สายพันธุ์นี้สามารถตรึงไนโตรเจนได้ ผลผลิตที่ได้จะเป็นแหล่งอาหารที่ดีของพืชทุกชนิด
เซลล์ประกอบไปด้วย คาโรตินอยด์ เรดครอโรฟีล ซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ ช่วยต้านแบคทีเรียก่อโรค,วิตามิน บี 12,วิตามิน อี,โปรทีน,ไซโตไคนิน [Cytokinin] , ซีเอติน [Zeatin] ,ออกซิน [Auxin] , กรดอินโดล -3- อะซิติก [ Indole-3-acetic acid : IAA] , กรดอินโดล -3-บิวทีริก [ Indole-3-butyric acid : IBA]
ซึ่งสารตั้งต้นที่กล่าวมานั้นเป็นฮอร์โมนที่จำเป็นสำหรับพืชซึ่งจะมีแบคทีเรียไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่มีความสารถในการผลิตฮอร์โมนพืช Psudomonas sp.( ซูโดโมแนส ) Rhodopseudomonas sp.( โรโดซูโดโมแนส ) ที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ โรโด จึงถือได้ว่าเป็นแบคที่เรียที่มีประโยขน์อย่างมากต่อการเพาะปลูกพืชและยังช่วยรักษาสภาพแวดล้อม

 
   
   
 
 
 
 
7  เรื่องเล่าแฟนครูนิจ / เกษตรอินทรีย์ / Re: การขออนุญาติปุ๋ยอินทรีย์ เมื่อ: 05 มีนาคม 2013, 08:35:04 PM

การขอใบแทนใบอนุญาต
แจ้งเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่ใบอนุญาตสูญหาย หรือถูกทำลายในสาระสำคัญ เพื่อขอใบแทนใบอนุญาต ณ สถานที่ยื่นขอใบอนุญาตครั้งแรก โดยในกรณีสูญหายให้แนบใบบันทึกรับแจ้งความของสถานีตำรวจที่รับแจ้งความนั้น
การยกเลิกใบอนุญาต
ผู้ประกอบการผู้ใดต้องการเลิกกิจการที่ได้รับใบอนุญาต ต้องแจ้งการยกเลิกเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่ยื่นคำขอใบอนุญาตครั้งแรก ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เลิกกิจการ แต่ต้องก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ มิเช่นนั้นจะมีความผิดตามมาตรา 59 ต้องระวางโทษปรบตั้งแต่ 4000 – 20000 บาท โดยระบุเหตุผลที่ขอยกเลิกใบอนุญาตฯพร้อมแนบใบอนุญาตบับจริง และต้องขายปุ๋ยอินทรีย์ของตนที่เหลืออยู่ให้หมดภายใน 60 วัน นับแต่วันเลิกกิจการ

สถานที่ยื่นคำขอและขอรับใบอนุญาต
ฝ่ายปุ๋ยเคมี ส่วนใบอนุญาตและขึ้นทะเบียน สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทรศัพท์/โทรสาร  0-2579-5536-7
(คุณศรีนวล )
สรุป
:  ใบอนุญาตผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า
1 ใบคำขอ                                                                                                                       
2 เอกสาร
: ใบอนุญาตโรงงานจากอุตสาหกรรม ( ใบรง 4)
: รายการภาพถ่ายอุปกรณ์และสถานที่ผลิต
สถานที่ผลิต
1 โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์
2 สถานที่เก็บวัตถุดิบต่างๆ วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต
3 สถานที่หมักปุ๋ยแสดงการหมักปุ๋ย
4 ลานตากปุ๋ย
5 โรงเก็บปุ๋ยอินทรีย์
อุปกรณ์การผลิต
1 จานปั้นเม็ดปุ๋ย หรือ เครื่องอัดเม็ดปุ๋ย
2 เครื่องบดปุ๋ย
3 ถังน้ำหมัก ปั้มน้ำและหัวฉีดน้ำหมัก
4 สายพานลำเลียงวัตถุดิบหรือปุ๋ย
5 เครื่องอบปุ๋ย
6 เครื่องร่อนคัดขนาดเม็ดปุ๋ย

 

: การขอใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์    (ใบ ท.บ.1 )
ตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปุ๋ย ( ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2550
ผู้ได้รับใบอนุญาตผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าหรือใบอนุญาตนำเข้าปุ๋ย ที่มีความประสงค์จะผลิตหรือนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ที่รัฐมนตรีกำหนดตามมาตรา 34 (5) ต้องนำปุ๋ยอินทรีย์ชนิดนั้นมาขอขึ้นทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เสียก่อน และเมื่อได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์ จึงจะผลิตหรือนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์นั้นได้
หลักเกณฑ์ในการยื่นขอใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์

1 ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดที่ไม่เป็นของเหลว
ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด ( Total Nitrogen ) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 1.0 ของน้ำหนัก
ฟอสเฟตทั้งหมด ( Total P2O5) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของน้ำหนัก
โพแทซทั้งหมด ( Total K2O) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของน้ำหนัก
หรือมีปริมาณธาตุอาหารหลักรวมกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนัก
- ปริมาณอินทรียวัตถุรับรอง (Organic Matter ) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2.0 ของน้ำหนัก
- อัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C/N Ratio)ไม่เกิน 20 : 1
-  การย่อยสลายที่สมบูรณ์มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์
- ค่าการนำไฟฟ้า (EC: Electrical Conductivity)ไม่เกิน 10 เดซิซีเมน/เมตร
- ปริมาณเกลือ ( NaCl )ไม่เกินร้อยละ 1 โดยน้ำหนัก
- ขนาดของปุ๋ยไม่เกิน 12.5x12.5 มิลลิเมตร
- ปริมาณหิน กรวด ขนาดตั้งแต่ 5 มิลลิเมตร ขึ้นไป ไม่เกินร้อยละ 2 น้ำหนัก
-ความชื้นไม่เกินร้อยละ 30  ของน้ำหนัก
- ต้องไม่พบพลาสติก แก้ว วัสดุมีคม และโลหะอื่น ๆ
- ปริมาณสารเป็นพิษไม่เกินกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
2  ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดที่เป็นของเหลว
-  ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด ( Total Nitrogen ) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5  ของน้ำหนัก
ฟอสเฟตทั้งหมด ( Total  P2O5 ) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5  ของน้ำหนัก
โพแทซทั้งหมด ( Total K2O ) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5  ของน้ำหนัก
หรือมีปริมาณธาตุอาหารหลักรวมกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ 1.5  ของน้ำหนัก
-   ปริมาณอินทรียวัตถุรับรอง ( Organic Matter ) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของน้ำหนัก
-   อัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C/N Ratio)ไม่เกิน 20 : 1
-   ค่าการนำไฟฟ้า (EC : Electrical Conductivity)ไม่เกิน 10 เดซิซีเมน/เมตร
-   ปริมาณเกลือ ( NaCl )ไม่เกินร้อยละ 1 โดยน้ำหนัก
-   ปริมาณสารเป็นพิษไม่เกินกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

3   ปุ๋ยอินทรีย์ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ต้องอยู่ในเงื่อนไขการอนุญาตให้นำเข้าตามกฎหมายว่าด้วยกักพืช
4  ปุ๋ยอินทรีย์ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรที่นำมาขึ้นทะเบียนและประสงค์จะนำปุ๋ยอินทรีย์นั้นไปแบ่งบรรจุให้ใช้ผลการวิเคราะห์ปุ๋ยอินทรีย์แบบเดียวกัน ได้เมื่อยื่นคำขอขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์ต่อเนื่องในคราวเดียวกัน
5 เครื่องหมายการค้าที่ใช้ในการขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์ต้องเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนไว้กับกระทรวงพาณิชย์

          เอกสารหลักฐานในการขอใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์

: คำขอขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์ ( ท.อ. 1 )
: สำเนาใบอนุญาตนำเข้าปุ๋ย ( น.ป. 1 ) หรือใบอนุญาตผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า
( ผ.ป. 3 )
: ตัวอย่างฉลากปุ๋ยอินทรีย์และข้อความที่แสดงในฉลาก ( ถ้ามี )
: ต้นฉบับรายงานผลวิเคราะห์ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีอายุไม่เกิน 6 เดือน นับแต่วันรายงานผล
วิเคราะห์
: กรรมวิธีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ของผู้ผลิตโดยย่อ
: เอกสารกำกับปุ๋ยอินทรีย์ ( คำแนะนำการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ วิธีใช้ อัตราการใช้ ข้อควร
ระวัง ฯลฯ ) ( ถ้ามี )
: ตัวอย่างหรือภาพถ่ายภาชนะหีบห่อบรรจุปุ๋ยอินทรีย์ ( ถ้ามี )
: ตัวอย่างปุ๋ยอินทรีย์ที่ขอขึ้นทะเบียน
: อาร์ตเวิร์ค ซึ่งเหมือนของจริง จำนวน 2 ชุด
: เอกสารอื่นๆ ( ถ้ามี )

ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์ 1 ฉบับ ให้ใช้ได้กับปุ๋ยอินทรีย์ 1 ชื่อการค้า 1 เครื่องหมายการค้า
เอกสารทุกฉบับจะต้องลงนามและประทับตรานิติบุคคลในกรณีที่มีตราประทับ

             สถานที่ยื่นคำขอและรับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์

  ฝ่ายปุ๋ยเคมี ส่วนใบอนุญาตและขึ้นทะเบียน สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทรศัพท์/โทรสาร  0-2579-5536-7 ( คุณศรีนวล )

สถานที่
ฝ่ายปุ๋ยเคมี
ส่วนใบอนุญาตและขึ้นทะเบียน
สํานักควบคุมพืชและวัสดุเกษตร
กรมวิชาการเกษตร
ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทร. 0-2579-5536-7
fertiard@hotmail.com

8  เรื่องเล่าแฟนครูนิจ / เกษตรอินทรีย์ / Re: การขออนุญาติปุ๋ยอินทรีย์ เมื่อ: 05 มีนาคม 2013, 08:34:19 PM
 

 3 ใบอนุญาตต่างๆ
: การขอใบอนุญาตผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า (ใบ อ.ป. 1) ( ผ.ป. 3 )

การขอใบอนุญาตผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า
ตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปุ๋ย ( ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550
ผู้ใดมีความประสงค์จะผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า จะต้องมีใบอนุญาตตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปุ๋ย(ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2250 ถ้าไม่มีใบอนุญาต จะมีความผิดตามมาตรา 57 คือ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

คุณสมบัติของผู้ขอใบอนุญาต
:  เป็นเจ้าของกิจการ และมีถิ่นที่อยู่หรือสำนักงานในประเทศไทย
: ใช้ชื่อในการประกอบพาณิชยกิจไม่ซ้ำหรือคล้ายคลึงกับชื่อในการประกอบพาณิชยกิจของผู้ที่เคยได้รับใบอนุญาตอยู่แล้ว หรือผู้ซึ่งอยู่ในระหว่างถูกสั่งพักใบอนุญาตหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตยังไม่ครบ 1 ปี
: มีสถานที่ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และสถานที่เก็บปุ๋ย โดยการขออนุญาตผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าแบบผสม หรือผลิตโดยตรง อนุญาตให้ผู้ผลิต 1 รายต่อ 1 สถานที่ผลิต ถ้าเป็นการขออนุญาตแบบแบ่งบรรจุ สามารถใช้สถานที่ผลิตของผู้รับใบอนุญาตรายอื่นได้
แต่ต้องมีหลักฐานยินยอมให้ใช้สถานที่ผลิตจากผู้รับใบอนุญาตนั้นด้วย

หลักฐานประกอบการขออนุญาต
: แบบคำขออนุญาตเกี่ยวกับปุ๋ย (อ.ป. 1)
: เอกสารหลักฐาน

1.เอกสารแสดงการเป็นเจ้าของกิจการ ใบอนุญาตประกอบกิจการกรณีเป็นนิติบุคคลให้ส่งหนังสือรับรอง หรือสำเนาหนังสีอรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท แสดงผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคลผู้ขอรับใบอนุญาตและวัตถุประสงค์
2.สำนาทะเบียนการค้าหรือทะเบียนพาณิชย์ โดยระบุชนิดแห่งพาณิชยกิจว่า “ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ “
3.สำเนาบัตรประชาชน หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขอใบอนุญาต
4.บัตรประจำตัวผู้เสียภาษึอาการของบุคคลธรรมดา นิติบุคคล สหกรณ์หรือกลุ่มต่างๆ
5.สำเนาใบอนุญาตตั้งโรงงาน หรือ สำเนาใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานจากกระทรวงอุตสาหกรรม ( ใบรง 4) ( ถ้ามี ) หรือเอกสารอื่นที่แสดงถึงสถานที่ผลิต และเก็บปุ๋ยอินทรีย์
6.สำเนาสัญญาเช่า หรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่
7.กรณีสถานที่ผลิตปุ๋ยมีอุปกรณ์การผลิตไม่เข้าข่ายโรงงานอุตสาหกรรม ต้องแนบหนังสืออนุญาตให้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต เทศบาล สำนักงานเขต ฯลฯ ) ที่รับผิดชอบพื้นที่นั้นๆ
8.ภาพถ่ายอุปกรณ์และสถานที่ผลิต
9.แผนที่สถานที่ผลิต และสถานที่เก็บปุ๋ยอินทรีย์
10.หนังสือมอบอำนาจ ในกรณีที่มีการมอบอำนาจให้ผู้อื่นกระทำการแทนและเอกสารแสดงตน พร้อมติดอาการแสตมป์
การตรวจสอบสถานที่ผลิตและอุปกรณ์การผลิตเพื่อประกอบการพิจารณาการขอใบอนุญาต ผู้ขอใบอนุญาตจะต้องอำนวยความสะดวกและให้ข้อมูลการผลิตที่ถูกต้องแก่เจ้าหน้าที่
เอกสารทุกฉบับจะต้องลงนามและประทับตรานิติบุคคลในกรณีที่มีตราประทับ

การขอเปลี่ยนแปลงใบอนุญาตรายระเอียดในใบอนุญาต
กรณีการขอย้ายสถานที่ผลิตหรือสถานที่เก็บปุ๋ยอินทรีย์ ต้องแจ้งเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ. สถานที่ยื่นคำขอใบอนุญาตครั้งแรกภายใน 15 วัน นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลง และแนบเอกสารหลักฐานอื่นๆ ดังนี้

1.ใบอนุญาตฉบับจริง
2.สัญญาเช่าหรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ผลิตหรือเก็บปุ๋ยอินทรีย์แห่งใหม่
3.สำเนาใบอนุญาตตั้งโรงงาน หรือ สำเนาใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานจากกระทรวงอุตสาหกรรมของสถานที่ผลิตปุ๋ยอินทรีย์แห่ง ใหม่หรือเอกสารอื่นที่แสดงสถานที่ผลิตหรือเก็บปุ๋ยอินทรีย์แห่งใหม่
4.อนุญาตให้ผลิตหรือเก็บปุ๋ยอินทรีย์แห่งใหม่จากองค์กรท้องถิ่น(อบต เทศบาล สำนักงานเขต ฯลฯ ) ที่รับผิดชอบพื้นที่แห่งใหม่นั้น
กรณีผู้รับใบอนุญาตผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าตาย ต้องแจ้งเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่ยื่นคำขอใบอนุญาตครั้งแรก พร้อมกับใบอนุญาตอนุญาตฉบับจริง ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ผู้ได้รับอนุญาตตาย

9  เรื่องเล่าแฟนครูนิจ / เกษตรอินทรีย์ / การขออนุญาติปุ๋ยอินทรีย์ เมื่อ: 05 มีนาคม 2013, 08:33:14 PM
หลักเกณฑ์ในการยื่นขอใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์

    1 ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดที่ไม่เป็นของเหลว

1.ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด ( Total Nitrogen ) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 1.0 ของน้ำหนัก
2.ฟอสเฟตทั้งหมด ( Total  P2O5 ) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5  ของน้ำหนัก
3.โพแทซทั้งหมด ( Total K2O ) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5  ของน้ำหนัก หรือมีปริมาณธาตุอาหารหลักรวมกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนัก
4.ปริมาณอินทรียวัตถุรับรอง ( Organic Matter ) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2.0 ของน้ำหนัก
5.อัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C/N Ratio)ไม่เกิน 20 : 1
6.การย่อยสลายที่สมบูรณ์มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์
7.ค่าการนำไฟฟ้า (EC : Electrical Conductivity)ไม่เกิน 10 เดซิซีเมน/เมตร
8.ปริมาณเกลือ ( NaCl) ไม่เกินร้อยละ 1 โดยน้ำหนัก
9.ขนาดของปุ๋ยไม่เกิน 12.5x12.5 มิลลิเมตร
10.ปริมาณหิน กรวด ขนาดตั้งแต่ 5 มิลลิเมตร ขึ้นไป ไม่เกินร้อยละ 2 น้ำหนัก
11.ความชื้นไม่เกินร้อยละ 30 ของน้ำหนัก
12.ต้องไม่พบพลาสติก แก้ว วัสดุมีคม และโลหะอื่น ๆ
13.ปริมาณสารเป็นพิษไม่เกินกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
     2 ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดที่เป็นของเหลว

1.ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด ( Total Nitrogen) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของน้ำหนัก
2.ฟอสเฟตทั้งหมด ( Total P2O5) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของน้ำหนัก
3.โพแทซทั้งหมด ( Total K2O) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของน้ำหนัก หรือมีปริมาณธาตุอาหารหลักรวมกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ 1.5 ของน้ำหนัก
4.ปริมาณอินทรียวัตถุรับรอง ( Organic Matter) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของน้ำหนัก
5.อัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C/N Ratio) ไม่เกิน 20 : 1
6.ค่าการนำไฟฟ้า (EC : Electrical Conductivity)ไม่เกิน 10 เดซิซีเมน/เมตร
7.ปริมาณเกลือ ( NaCl) ไม่เกินร้อยละ 1 โดยน้ำหนัก
8.ปริมาณสารเป็นพิษไม่เกินกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
 

10  เรื่องเล่าแฟนครูนิจ / เกษตรอินทรีย์ / จิบเบอร์ลิลิน เมื่อ: 29 มกราคม 2013, 02:50:01 PM
จิบเบอเรลลิน (gibberellins) เป็นสารที่เกี่ยวข้องกับการยืดตัวของเซลล์ (cell elongation) ทําลายการพักตัวของพืช กระตุ้นการออกดอกของพืชบางชนิด และยับยั้งการออกดอกของพืชบางชนิด สารกลุ่มนี้มีทั้งที่พืชสร้างขึ้นเอง และเชื้อราบางชนิดสร้างขึ้น ในปัจจุบันพบจิบเบอเรลินทั้งหมด 102 ชนิด โดยที่ทุกชนิดเรียกชื่อเหมือนกันคือ จิบเบอเรลลิน เอ หรือ จีเอ (gibberellin A) (GA) แต่มีหมาย เลขตามหลังตั้งแต่ 1 ถึง 71 เช่น จีเอ 3, จีเอ 4, จีเอ 7 (GA3, GA4, GA) สาร จีเอ 3 เป็นจิบเบอเรลลินที่นํามาใช้มากทางการเกษตร โดยมีชื่อเรียกเฉพาะของสาร จีเอ 3
จิบเบอเรลลิน มีคุณสมบัติสําคัญเกี่ยวข้องกับการยืดตัวของเซลล์ ดังนั้น จึงใช้ในการเร่งการ เติบโตของพืชทั่วๆ ไปได้ ผักกินใบหลายชนิดตอบสนองต่อจิบเบอเรลลินได้ดี โดยจะมีการเติบโตของเซลล์
รวดเร็วขึ้น ทําให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ผักบางชนิดที่มีการเติบโตของต้นเป็นแบบกระจุก (rosette plant) เช่น ผักกาดหอมห่อ ผักกาดขาวปลี กะหลํ่าปลี ถ้ามีการใช้จิบเบอเรลลินกับพืชเหล่านี้ในระยะต้นกล้า จะทําให้ เกิดการยืดตัวของต้นอย่างรวดเร็ว และออกดอกได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ในแง่การผลิตเมล็ดพันธุ์ ในกรณีของ ไม้ผลยืนต้นหลายชนิด เช่น มะม่วง ส้ม มะนาวและไม้ผลเขตหนาวอื่นๆ พบว่า จิบเบอเรลลินมีผลเร่งการเติบโตทาง ด้านกิ่งใบและยับยั้งการออกดอก ดังนั้นในกรณีที่ต้องการเร่งใบโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะต้นกล้าจึงอาจใช้ จิบเบอเรลลินให้เป็นประโยชน์ได้ จิบเบอเรลลินยังมีผลช่วยขยายขนาดผลได้ เช่น องุ่น มะม่วง ซึ่งใน ปัจจุบันมีการใช้อยู่ในบางสวนของประเทศไทย ประโยชน์ทางด้านอื่นๆ ของจิบเบอเรลลิน ได้แก่ ใช้ในการ เปลี่ยนแปลงดอกของพืชบางชนิด เช่น พืชตระกูลแตง และข้าวโพดหวาน ให้มีดอกตัวผู้มากขึ้น เพื่อ ประโยชน์ในการถ่ายละอองเกสรและยังใช้ทําลายการพักตัวของหัวมันฝรั่งและเมล็ดพืชบางชนิดได้
สมัยก่อนผมใช้ GA3 ร่วมกับ NAA นำมาฉีดพ่นในไม้ที่ลงปลูกใหม่ ๆ ซึ่งจะแร่งให้พืชโตเร็วมากอีกทั้งสารทั้ง 2 ตัวนั้นใช้ในปริมาณที่น้อยมาก คือประมาณ 3 บาทต่อน้ำ 20 ลิตร แต่ผลที่ได้คุ้มค่ามากโตเร็วกว่าไม่ใช้เท่าตัวเลย แต่ทั้งนี้ต้องมีการปรับปรุงดินให้ดีและให้ปุ๋ยที่เหมาะสมด้วย และหลังการตัดแต่งกิ่งผมจะฉีดพ่น GA3 ร่วมกับน้ำปูนขาวผสมปูนแดงกับยาป้องกันเชื้อรา ก็จะทำให้ได้กิ่งใหม่ได้เร็วและใช้ล้างสารชลอการเจริญเติบโตที่ผมใช้บังคับผลในงวดก่อน ใช้ได้ดีมาก ๆ ใน มะนาว ส้ม มะลิ ซึ่งทั้งหมดนี้เราไม่ต้องการให้ออกดอกเมื่อมีการแตกกิ่งใหม่ ปัจจุบันมีการใช้ขยายขนาดของพืชเพิ่มขึ้นอีกหลายชนิด เช่น ผักชี หน่อไม้ฝรั่ง คึ่นฉ่าย และมีการนำมาใช้ในขยายขนาดของไม้ผลหลายชนิดขึ้น แต่การใช้จะต้องมีการใช้ที่ปริมาณที่เหมาะสม ไม่ใช่นั้นอาจจะมีปัญหาในเรื่องผลแตกหรือผลยืดยาวจนผิดรูป และปัจจุบันยังมีการใช้ในพืชจำนวนข้าว (ห้ามใช้เมื่อข้าวอายุเกิน 60 วัน) อ้อย ต้นกล้าที่งอกจากเมล็ดเช่น ข้าวโพด
ฮอร์โมนพืชเป็นสารที่มีราคาถูกมาก ๆ เนื่องจากมีการใช้ในปริมาณน้อย แต่การใช้จะต้องใช้ในปริมาณและเวลาและวิธีการที่เหมาะสม จึงควรจะศึกษาและทดลองใช้ดูจะเป็นการจะเอื้อประโยชน์ให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก
ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะครับ



แก้ไขล่าสุดเมื่อ 19 กันยายน 2555 เวลา 23:33:28

แก้ไขล่าสุดเมื่อ 19 กันยายน 2555 เวลา 23:32:52
 
 
 
 
 
 
 โดย  timland
โพสต์เมื่อวันเวลาที่ : 19 กันยายน 2555 เวลา 22:51:29
IP : (124.122.235.164)  แบ่งปันข่าว | Share on facebookShare on myspaceShare on googleShare on twitter     
 
 
 
 
 

 ความคิดเห็นที่ 1
 
เพิ่มเติมนิด การซื้อสารควรจะซื้อสารที่มีเปอร์เซ็นต์ของสารมาก ๆ จะทำให้ได้ราคาถูกกว่ามากครับ



แก้ไขล่าสุดเมื่อ 19 กันยายน 2555 เวลา 23:29:54
 
 
 
 
 
 
 โดย  timland
โพสต์เมื่อวันเวลาที่ : 19 กันยายน 2555 เวลา 23:05:35
IP : (124.122.235.164)  แจ้งลบ     
 

 


http://www.rakbankerd.com/agriculture/webboard/webboard_view_topic.html?id=1904
11  เรื่องเล่าแฟนครูนิจ / เรื่องเรื่อยเปื่อยทั่วไป / วิธีโพสรูป เมื่อ: 21 มกราคม 2013, 09:51:36 PM
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=65957.0
12  เรื่องเล่าแฟนครูนิจ / เรื่องเรื่อยเปื่อยทั่วไป / วันแรกของปี เมื่อ: 01 มกราคม 2013, 07:13:41 PM
วันนี้ 1/1/2013  เป้นวันเริ่มต้นของปี

ขอให้เริ่มต้นกับสิ่งดีๆนะครับ
13  เรื่องเล่าแฟนครูนิจ / เรื่องเรื่อยเปื่อยทั่วไป / สวัสดี ปีใหม่ 2556 เมื่อ: 30 ธันวาคม 2012, 10:20:58 AM
ปีใหม่นี้ขอให้ทุกคนมีความสุข ตลอดปี ไม่เจ็บไม่จน

อย่าไปเชื่อเรื่องข่าวลือ ขอให้มีสติ

เดินทางให้ระวังความปลอดภัย

รู้รักษาตัวเองและผู้อื่น
14  เรื่องเล่าแฟนครูนิจ / เกษตรอินทรีย์ / Re: ใช้โปรตีนกับมันสำปะหลัง เมื่อ: 12 ธันวาคม 2012, 01:59:52 PM
ปีนี้อากาศแล้งไป 3 เดือน แต่ต้นมัน ยังไม่ตายครับ
15  เรื่องเล่าแฟนครูนิจ / เกษตรอินทรีย์ / ผลการใช้โปรตีนกับพืช เมื่อ: 11 ธันวาคม 2012, 11:02:30 AM
บางท่านอาจยังไม่ทราบว่าโปรตีนสำหรับพืช คือ อะไร

ต้องค้นกระทู้เก่าที่ผมเคยนำเสนอไว้ เมื่อต้นปี

ตอนนี้มีคนไปทำการทดลอง ต่อ จนได้ผล แต่มีข้อจำกัดบางอย่าง

เช่น ใช้ดีในช่วงระยะเจริญเติบโต (เปรียบเหมือน นมเด็ก ทารก ถึง 1 ปี)

พอช่วงเวลาต้องการติดดอก ออกผล ให้หยุด เปลี่ยน ปุ๋ย(เปรียบเหมือน นมเด้ก 1 ปี เป็นต้นไป)

แต่พืชอายุสั้น เช่น ข้าว ผักสวนครัว ใช้ได้ ตั้งแต่เริ่มปลูก จนเก็บผลผลิต และสามารถลดเวลาการปลุกได้

ประมาณ อย่างน้อย 15%  ถ้าเราไม่ลดเวลา น้ำหนักผักจะเพิ่มขึ้น 30%(แต่ผักจะใหญ่เกินไปไม่น่ารับประทาน)

ถ้าเราจะลดค่าปุ๋ยเคมี โดยใส่แต่โปรตีนอย่างเดียว สามารถ ลดค่าปุ๋ยในนาข้าวได้ อย่างน้อย 60%

แต่ผลผลิตยังเท่าเดิม

นอกจากนี้ยังใช้กับ ไม้ดอก เช่น กุหลาบ ได้ดี  ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ใช้ โปรตีน 1 ลิตร/10ไร่ ได้ผลผลิตเป็นเมล็ดข้าวโพด ไม่น้อยกว่า 1 ตันต่อไร่(ที่สูงเนินได้ 1.27 ตันต่อไร่)

หากท่านที่สนใจ จะไปดำเนินการทำทดลองต่อ ก็ไม่สงวนสิทธิ

http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=82772.0

หน้า: [1] 2 3 ... 96
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.15 | SMF © 2006, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!