ตำราอาหารไทย
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
23 พฤษภาคม 2012, 01:56:53 AM

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ตำราสูตรอาหารไทยออนไลน์ ยินดีต้อนรับทุกท่าน
Admin ได้ลบและติดตั้งตัวป้องกันการสมัครอัตโนมัติ
เราลบท่านที่ไม่ได้โพสท์ โปรดสมัครใหม่และโพสท์อย่างน้อย 1 ข้อความเพื่อป้องกันการโดนลบทิ้ง
2.805 กระทู้ ใน 1.976 หัวข้อ โดย 455 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: kittykitty1234
* หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
+  ตำราอาหารไทย
|-+  เรื่องเล่าแฟนครูนิจ
| |-+  เกษตรอินทรีย์ (ผู้ดูแล: nopadol)
| | |-+  สารลดแรงตึงผิว
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: สารลดแรงตึงผิว  (อ่าน 407 ครั้ง)
nopadol
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 1.454


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 27 มิถุนายน 2011, 01:06:14 PM »

http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=104&Pid=35713
บันทึกการเข้า
nopadol
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 1.454


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 27 มิถุนายน 2011, 01:19:44 PM »

http://images.teachertop.multiply.multiplycontent.com/attachment/0/TA38GAooCzUAAHyfWHo1/2.surface%20tension.pdf?key=teachertop:journal:19&nmid=341624020
บันทึกการเข้า
nopadol
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 1.454


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 27 มิถุนายน 2011, 01:23:18 PM »

http://forums.212cafe.com/aorchid/board-2/topic-3.html



 ความคิดเห็นที่ : 1 โพสเมื่อ : 11 ตุลาคม 2008 , 23:19:23  แจ้งลบ! 
 
สารจับใบหรือสารเสริมประสิทธิภาพ

ประกอบด้วย
-สารลดแรงตึงผิว
-พาราฟฟินิก ออยล์

คุณสมบัติของสารจับใบ
-ลดแรงตึงผิวของละอองน้ำยา ทำให้น้ำยาแบนและแผ่กว้าง
-เพิ่มประสิทธิภาพของยาฆ่าแมลง,ยาฆ่าเชื้อรา,ปุ๋ย,และยากำจัดวัชพืช ทำให้จับใบแล้วดูดซึมเข้าใบหรือลำต้นได้ดี และเร็วขึ้น
-ทำให้ละอองน้ำยามีขนาดเล็ก กระจายทั่วต้นได้ดี และแห้งเร็วกว่าปกติ
-ลดการสูญเสียของสารเคมี เนื่องการการชะล้างของฝนหรือน้ำ
ช่วยรักษาอุปกรณ์พ่นยา ป้องกันการอุดตันของหัวฉีด
-ลดต้นทุนการใช้สารเคมี เนื่องจากลดจำนวนครั้งในการใช้สาร และความเข้มข้นที่ต่ำ
-ทำให้ต้นไม้ดูสวยงามลดการเป็นคราบที่เกิดจากปุ๋ยและยา

ดังนั้นเมื่อมีการใช้สารเคมีกับต้นไม้ควรจะผสมร่วมกับสารจับใบทุกครั้งนะครับ
 
บันทึกการเข้า
nopadol
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 1.454


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 28 มิถุนายน 2011, 11:43:28 AM »

http://www.chemplustrading.com/article01.html
บันทึกการเข้า
nopadol
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 1.454


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 28 มิถุนายน 2011, 11:47:28 AM »

http://www.bangkokhealth.com/index.php/skin/535-2009-01-20-06-54-23.html
บันทึกการเข้า
barok
Newbie
*
กระทู้: 2



ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 29 มิถุนายน 2011, 10:44:52 AM »

ขอบคุณนะครับ
บันทึกการเข้า

Professional Web Hosting | Follow up with Technology news | Find the lowest price Thailand Hotel Reservation
nopadol
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 1.454


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 24 มกราคม 2012, 09:03:03 PM »

Surfactant  คืออะไร
     Surfactant  หรือ สารลดแรงตึงผิว คือ สารที่มีลักษณะโมเลกุลประกอบด้วย   2 ส่วน
คือส่วนหัวที่สามารถรวมกับน้ำได้ดีและส่วนหางที่ไม่รวมกับน้ำแต่สามารถละลายกับน้ำมันได้ดี



 

Surfactant  หรือ สารลดแรงตึงผิวเมื่อละลายน้ำจะแตกตัวโดยส่วนหัวซึ่งเข้ากับน้ำได้ดีจะแสดง ประจุและบ่งบอกคุณสมบัติ ของสารนั้นๆ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 4  ชนิดดังนี้

   

            I . Anionic Surfactant ( แอนไอออนนิค  เซอร์แฟกแท้นท์)

      สาร นี้เมื่อละลายน้ำแล้วจะแตกตัวและส่วนหัวจะมีประจุเป็นลบสารจำพวกนี้ถูกนำมา ใช้ในการทำผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่างๆเช่น น้ำยาล้างจาน  ผงซักฟอก  ตลอดจนผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เช่น แชมพู ครีมอาบน้ำและอื่นๆทั้งนี้เพราะมีคุณสมบัติ ในการทำความสะอาดดีมีฟองมาก  และละลายน้ำได้ดี

   

 
 ขั้นตอนในการทำความสะอาด คือ

ส่วน หางที่เข้ากับน้ำมันได้ดี จะช่วยกันจับคราบน้ำมันหรือสิ่งสกปรกซึ่งเกาะติดกับพื้นผิหรือเส้นผมไว้ ในขณะที่ส่วนหัวจะรวมตัวกับน้ำและดึงสิ่งสกปรกให้หลุดออกน้ำและแขวนลอยอยู่ ในน้ำและไม่กลับเข้า ไปติดพื้นผิวนั้นๆอีก สารที่สำคัญและใช้แพร่หลายในกลุ่มนี้
   
 
 
 สบู่


เกิดจากปฏิกิริยาของ ด่างและน้ำมันต่างๆ  มีคุณสมบัติในการกำจัดไข และไขมันได้ดี นิยมใช้ทำความสะอาดผิวหนังโดยอาจทำเป็นสบู่ก้อนหรือสบู่เหลวไม่นิยมใช้ทำแช มพเูพราะละลายน้ำ ยาก  ไม่ทนต่อน้ำกระด้าง มี pH สูง ทำให้ไม่สามารถเข้ากับสารเคมีตัวอื่นๆในสูตร
   
 
 
 Sodium / Ammonium Lauryl Ether Sulphate

เกิด จากการนำน้ำมันมะพร้าว หรือ น้ำมันปาลม์ ( Palm Kernel Oil ) หรือแอลกอฮอล์ (จากการกลั่นน้ำมันปิโตเลี่ยม) มาแยกส่วนแล้วผ่านขบวนการ Ethoxylation และ  Sulfatiom   แล้วจึงทำให้เป็นกลางด้วยด่าง เช่น โซดาไฟ หรือ แอมโมเนียม  ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้คือ Texpon N 70 ( SLES -2EO )     สารกลุ่มนี้นิยมนำไปใช้เป็นสารทำความสะอาดในแชมพู  ครีมอาบน้ำ  เนื่องจากละลายน้ำได้ดี  ทนต่อน้ำกระด้างได้ดี และไม่ค่อยระคายเคืองต่อผิวหนัง
   
 
 
 Sodium /Ammomiun  Lauryl Sulphate

ขบวน การผลิตคล้ายคลึง กับ Sodium / Ammonium Lauryl Ether Sulphate โดยไม่ผ่านขบวนการ  Ethoxylation  ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ คือ Texapon ALS (ALS) หรือ AD-25 หรือ CO-103 L (SLS)   ซึ่งเป็นของเหลว  นอกจากนี้ ยังมีผู้ผลิต  SLS ที่มีความเข้มข้นสูงออกจำหน่ายโดยมีลักษณะเป็นผง หรือ เป็นเส้น ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่าผงฟอง หรือ ฟองเส้น สารกลุ่มนี้นิยมนำไปใช้เป็นสารทำความสะอาดในแชมพู  ครีมอาบน้ำหรือผลิตภัณฑ์ทำ   
ความสะอาด  เนื่องจากมีฤทธิ์ในการทำความสะอาด และ ฟองมากกว่า Sodium /   
Ammonium Lauryl Ether Sulphate เมื่อช้ในปริมาณเท่ากัน  ข้อเสียคือ ละลายน้ำได้น้อยกว่า ทนต่อน้ำกระด้างได้น้อยกว่าและระคายเคืองต่อผิวหนังมากกว่า
   
 
 
 Linear Alkyl Benzene  Sulphonate ( LAS)

เกิด จากการนำ Benzene ทำปฏิกิริยากับ n-parafin ซึ่งได้จากขบวนการกลั่นน้ำมันปิโตเลียม แล้วผ่านการ  Sulfonation  ตัวอย่างในสารกลุ่มนี้ คือ  LAS มีความเข้มข้นสูง ประมาณ 96-98% และเป็นกรด  ซึ่งจะต้องทำให้เป็นกลาง โดยผสมกับด่างก่อนจึงจะใช้ได้  ซึ่งอาจจะยุ่งยาก สำหรับผู้ที่ไม่มีประสบการณ์  ดังนั้นผู้ผลิตหลายรายจึงได้ผลิตแบบที่ผสมเสร็จเรียบร้อยแล้ว และสามารถนำไปผสมในสูตรได้เลย สารกลุ่มนี้นิยมนำไปใช้เป็นสารทำความสะอาดหลัก ในผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน เพราะมีประสิทธิภาพ ในการทำความสะอาดสูงกว่ากลุ่มอื่นๆที่กล่าวมา อีกทั้งราคาถูก  ข้อเสียคือไม่ทนต่อน้ำกระด้าง ระคายเคืองต่อผิวหนังมากถ้าใช้เดี่ยวๆ และปรับให้ ข้นยากกว่า SLES และ  SLS   
   
 
 
 Alpha Olefin Sulfonate (AOS)

เป็น สารที่เกิดจาก การนำสารที่ได้จาก การกลั่นน้ำมันปิโตเลี่ยม มาทำปฏิกิริยา Sulfonation  เช่นเดียวกับ ขบวนการผลิต LAS AOS นี้มีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดเทียบเท่า LAS  แต่ทนน้ำกระด้างได้ดีกว่ามาก และอ่อนละมุนต่อผิวมากกว่า   นิยมใช้แพร่หลายในอเมริกาและญี่ปุ่น
เนื่องจากไม่มีผู้นิยมใช้ในเมืองไทย จึงไม่มีผู้ผลิตในเมืองไทย ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ต้น ทุนสูงมากเมื่อเทียบกับ LAS
   
 
 
                เมื่อ ไม่นานมานี้มีข่าวลือทางอินเตอร์เน็ทว่า การใช้สารจำพวก SLES , SLS จะมีอันตราย ทำให้เกิดมะเร็งหรืออันตรายอื่นๆนั้น ทางสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอาง ( CTFA ) ได้ออกมาชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวไม่มีมูลความจริงแต่อย่างไร  SLES และ SLS  สามารถใช้ ในการผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางได้ ทั้งนี้ปริมาณที่ใช้ต้องไม่สูงจนเกินไป จนเกิดการระคายเคือง ต่อผิวหนังได้
   
 

   

            II   Cationic Surfactant ( แคทไอออนนิค  เซอร์แฟกแท้นท์)

      สาร ในกลุ่มนี้เมื่อละลายน้ำแล้วส่วนหัวจะมีประจุบวก   นิยมใช้กันมากในอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยใช้เคลือบผ้า เพื่อให้ความลื่น และป้องกันไฟฟ้าสถิต สารจำพวกนี้ไม่มีความสามารถในการทำความสะอาด และไม่มีฟอง แต่สามารถเกาะเส้นผม และพื้นผิวได้ดี ให้ความลื่นจึงนิยมนำมาใช้ในครีมนวดผม หรือปรับผ้านุ่ม  สารตัวอย่างในกลุ่มนี้ที่ใช้ในครีมนวดผม ได้แก่   Dyhyquat AC , Rinse compound 

   

            III  Nonionic Surfactant ( นอนไอออนนิค  เซอร์แฟกแท้นท์)

      สาร ชนิดนี้เมื่อละลายน้ำแล้วจะไม่แตกตัวจึงไม่มีประจุ  คุณสมบัติของสารกลุ่มนี้จะแตกต่างกันไป ตั้งแต่ละลายน้ำได้ จนไม่ละลายน้ำ  สารที่ไม่ละลายน้ำมักใช้เป็นตัวดับฟอง และ emulsifier ส่วนสารที่ละลายน้ำมักใช้เป็นสารทำความสะอาด   แต่เนื่องจากมีฟองน้อยจึงมักใช้คู่กับ LAS   หรือ Anionic Surfactant   อื่นๆ   ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารนี้ ได้ แก่  ผงซักฟอก  สารขจัดคราบฝังแน่น  ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่   Nonylphenol  -9 ( NP -9 ) .

   

             IV Amphoteric Surfactant ( แอมโฟเทอริค  เซอร์แฟกแท้นท์)

         สารกลุ่มนี้มีทั้งประจุบวกและลบอยู่ในโมเลกุลเดียวกัน เมื่อละลายน้ำจะแสดงประจุใดขึ้นอยู่กับสภาพ แวดล้อม โดยถ้าสภาพแวดล้อมเป็นกรดก็จะแสดงประจุบวก ถ้าสภาพแวดล้อมเป็นด่างก็จะแสดงประจุลบ   คุณสมบัติหลักของสารกลุ่มนี้คือ สามารถทนน้ำกระด้าง  อ่อนละมุนต่อผิว  สามารถเข้ากับ  SLES  , SLS ได้ดี เมื่อใช้ร่วมกันจะทำให้สามารถทำให้ข้นได้ง่ายขึ้น  มีคุณสมบัติการเกิดป้องกันไฟฟ้าสถิต และให้ความนุ่มได้   ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่  สารกลุ่ม Betaine  เช่น  Mirataine BET C 30 , Dehyton K   นิยมใช้ร่วมกับ SLES -2EO ในผลิตภัณฑ์แชมพู
  นอกจา ก นี้ยังมีกลุ่ม  amphoacetate   เช่น  Miranol LC 32  สารกลุ่มนี้ใช้ได้ดีกับผลิตภัณฑ์จำพวกสบู่ ครีมอาบน้ำ โดยช่วยให้ฟองสบู่ที่ได้นุ่ม และละเอียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังให้ความอ่อนนุ่มแก่ผิว โดยช่วยให้ผิวไม่แห้งตึงหลังอาบน้ำหรือล้างหน้า

 

 
 
     
 
 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.13 | SMF © 2006, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!